ฟอสเฟตโมโนแอมโมเนียม (MAP) ได้รับการยอมรับในฐานะปุ๋ยฟอสเฟตประสิทธิภาพสูงที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างผลผลิตทางการเกษตร ด้วยปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูงที่ให้สารอาหารครบถ้วนแก่พืช และคุณสมบัติละลายน้ำดีเยี่ยม ตลอดจนการไม่มีไอออนคลอไรด์ที่อาจก่อปัญหากับรากพืช MAP จึงเหมาะสมกับการใช้ในระดับการเกษตรเพื่อประสิทธิผลสูงสุด
MAP ประกอบด้วยไนโตรเจน (N) และฟอสฟอรัส (P2O5) ในสัดส่วนสูง (โดยเฉลี่ย N 11% และ P2O5 48%) ส่งผลให้ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากอย่างรวดเร็วและเสริมสร้างการดูดซึมสารอาหารที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ความเสถียรและละลายน้ำได้ง่ายของ MAP ช่วยให้สารอาหารถูกพืชดูดซึมอย่างมีประสิทธิภาพภายในเวลาสั้น ๆ
ความแตกต่างของชนิดดินมีผลต่อการดูดซึมฟอสเฟตที่จะนำไปสู่ผลผลิตที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดินที่เป็นกรด (pH ต่ำ) เช่น ดินฝุ่นแดงในภาคอีสาน มักมีธาตุเหล็กและอะลูมิเนียมที่ไปจับกับฟอสเฟต ทำให้ยากต่อการดูดซึม ขณะที่ดินด่าง (pH สูง) เช่น ดินดินทรายในภาคใต้ มีแนวโน้มให้ฟอสเฟตจับตัวกับแคลเซียม
ด้วยคุณสมบัติละลายน้ำดีและไม่มีคลอไรด์ MAP จึงเหมาะกับทุกดินโดยเฉพาะในดินกรดและด่างที่ปุ๋ยฟอสเฟตชนิดอื่นอาจมีปัญหาในการละลายและดูดซึม
| ชนิดดิน | ฟอสเฟตโมโนแอมโมเนียม (MAP) | ฟอสเฟตไดไฮโดรเจนโพแทสเซียม (MKP) | ฟอสเฟตไซด์ (TSP) |
|---|---|---|---|
| ดินกรด | เหมาะสมสูง (ละลายดี ไม่มีคลอไรด์) | เหมาะสมปานกลาง | เหมาะสมต่ำ (ปัญหาการละลาย) |
| ดินด่าง | เหมาะสมสูง (ดูดซึมรวดเร็ว) | เหมาะสมสูง | เหมาะสมปานกลาง |
| ดินทราย | เหมาะสมสูง (ไม่ทำให้ดินเค็ม) | เหมาะสมสูง | เหมาะสมต่ำ |
เมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเช่น ฟอสเฟตไดไฮโดรเจนโพแทสเซียม (MKP) และฟอสเฟตไดแคลเซียม (DAP) พบว่า MAP มีจุดเด่นในเรื่องของความเป็นกรด-ด่างกลาง และความเสถียรในการละลายน้ำที่มากกว่า ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดซึมน้ำเกลือในดินและไม่มีคลอไรด์ ทำให้เหมาะกับพืชที่ไวต่อสารเคมีในดิน
การทดลองในแปลงนาสำหรับข้าวสาลีและข้าวโพดในพื้นที่ภาคกลางและอีสาน พบว่า การใช้ MAP ช่วยเพิ่มผลผลิตได้ถึงร้อยละ 15-20 เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตทั่วไป นอกจากนี้ ในการปลูกผักเช่นกะหล่ำปลีและแครอท การใช้ MAP มีผลดีต่อการเจริญเติบโตของรากและความต้านทานโรค เพิ่มปริมาณผลผลิตและคุณภาพของสินค้าเกษตรอย่างเห็นได้ชัด
การวิเคราะห์ดินก่อนการใช้ปุ๋ยเป็นกุญแจสำคัญในการเลือกใช้ MAP อย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรพิจารณาค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ปริมาณฟอสฟอรัสที่คงเหลือ และสภาพกายภาพของดิน เช่น ความพรุนและการระบายน้ำ เพื่อจัดทำแผนการใส่ปุ๋ยแบบแม่นยำ เช่น ในดินกรดอ่อน (pH 5.5-6.5) แนะนำใช้ MAP ปริมาณ 50-80 กิโลกรัมต่อไร่ก่อนปลูก และเสริมปุ๋ยไนโตรเจนในช่วงเจริญเติบโตของพืช
“การเลือกใช้ปุ๋ยฟอสเฟตที่เหมาะสมกับสภาพดินและชนิดพืช เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้การลงทุนทุกบาททุกสตางค์เปลี่ยนเป็นผลผลิตที่จับต้องได้” — สำนักงานส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตร
การใช้ MAP อย่างถูกวิธีไม่เพียงช่วยเพิ่มผลผลิตในระยะสั้น ยังส่งเสริมความยั่งยืนในระบบเกษตรกรรมด้วยการลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่เกินความจำเป็น และป้องกันการเกิดภาวะดินเค็มและมลภาวะทางน้ำ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในระยะยาวและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
การเลือกฟอสเฟตโมโนแอมโมเนียมโดยอิงข้อมูลการวิเคราะห์ดินและลักษณะพืชปลูก ช่วยให้เกิดการใช้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพสูง การเจริญเติบโตของพืชเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และผลผลิตเพิ่มสูงอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ระดับรากถึงผลผลิต การนำกลยุทธ์ “科学选肥,事半功倍” มาใช้สามารถเปลี่ยนทุกบาททุกสตางค์ลงทุนให้ออกดอกออกผลได้เต็มที่